วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

ธาตุธรรม นำสุขภาพ


สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

ด้วยความบกพร่องของร่างกายบางประการ
ผมได้มีโอกาสมาศึกษาเรื่องของสมุนไพร
ได้มีโอกาสทดลองใช้, ได้มีโอกาสฟังความรู้จากนายแพทย์
ได้ความรู้จากการแบ่งปันในโลกอินเตอร์เนต
จึงต้องกลับมาทบทวนหลักโภชนาการ ๕ หมู่

คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่
คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เป็นอาหารหลักโดยปกติอยู่แล้ว
เมื่อมาศึกษาเรื่องของวิตามินและ, เกลือแร่อย่างจริงจัง
ทำให้เข้าใจร่างกายของเรา, ประกอบขึ้นมาจากธาตุอย่างไร
ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ

เข้าใจได้ว่า...น้ำกับไขมันคือ..ธาตุน้ำ
ปกติเข้ากันไม่ได้ แต่ก็อยู่ด้วยกันได้ในร่างกาย
เมื่อพูดถึงไขมัน...เราทานแต่ไขมันโอเมกา ๖ จากน้ำมันพืช
ส่วนแหล่งไขมันโอเมกา ๓ มีน้อยเหลือเกิน

ผลงานวิจัยพบว่า ไขมันที่ไม่สมดุลนี้ สร้างปัญหาใหญ่ให้กับร่างกาย
ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง
เป็นเหตุให้อวัยวะภายในเสื่อมลงเร็วกว่าที่ควรเป็น

อุณหภูมิของร่างกาย..คือธาตุไฟ
ไม่มีการจุดไฟ แต่ให้ความร้อนต่อเนื่อง
จุกเสียด ท้องเฟ้อ ลมติด เป็นปัญหาของ..ธาตุลมในร่างกาย

อากาศรอบตัวเรามากมาย จะไม่มีประโยชน์เลย
ถ้าไม่มีการสูดลมหายใจเข้าไปผ่านแนวศูนย์กลางกาย
คงเป็นเหตุผลทำไมโยคะจึงเน้นเรื่องของการสูดลมหายใจให้ลึกสุดนอกจากการยืดเส้น
ธาตุต่างๆ ที่เราเคยรู้จักตอนเรียนมัธยม
ร่างกายของเราล้วนมีธาตุเหล่านั้น..เป็นธาตุดิน
ปรุงแต่งร่างกาย จำแนกคุณสมบัติ,

สารบางตัวจะสะสมอยู่กับเรานาน
บางตัวถูกขับออกทันทีถ้าเป็นส่วนเกิน
แต่ละธาตุต่างทำหน้าที่ของตนเองในร่างกาย
ถึงแม้จะมีความต้องการเพียงเล็กน้อย..แต่จำเป็น
ปัญหาจะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราทันที..ถ้าขาด
เมื่อก่อนธาตุเหล่านี้อาจได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
แต่เมื่อเรามีระบบการผลิตน้ำที่ไม่มีสารใดเจือปนเลย
บางธาตุจากน้ำที่เคยได้รับก็หายไป
ไม่ใช่แค่ธาตุเหล็กที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด
ยังมีธาตุทองแดง,โมลิบดีนัม และวิตามินบีบางตัว ที่คอยเสริม
ถ้าร่างกายขาดตัวใดตัวหนึ่ง การผลิตเม็ดเลือดทำได้ไม่สมบูรณ์

เคยมีคำถามทำไมการรักษาด้วยสมุนไพร, จึงให้ผลที่ไม่ได้ดังใจ
ถ้าหากสมุนไพรไทยมีข้อมูล, เหมือนพืชต่างประเทศหลายชนิด
มีองค์ประกอบธาตุอะไรบ้าง, มีปริมาณเท่าไร
สภาวะอะไรที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้
การเลือกใช้สมุนไพรเพื่อเป็นอาหาร, เพื่อการป้องกัน
เพื่อการบำบัดรักษาก็จะง่ายขึ้น, คงต้องฝากความหวังไว้ที่นักวิจัย

พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยให้โอวาท
เป็นข้อคิดเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายไว้ว่า
ร่างกายเรานี้คือขันธ์ห้า
พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา
มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
ไม่อยู่ในบังคับบัญชาและ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา
พระบรมศาสดาจึงทรงสอน...ไม่ให้ไปยึดมั่นถือมั่น
แต่ให้ดูแลรักษาขันธ์ห้าไว้ให้ดี  เพื่อจะได้มีอายุขัยยืนยาว
สามารถสร้างบารมีไปนานๆ
อโรคยา ปรมาลาภา ... ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ดังนั้น
การศึกษาเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อตัวเรา

และยังนำความรู้ไปเป็นแนวทางให้ผู้อื่นได้อีกด้วยครับ



16 มกราคม 2560
Dare Devil


วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ชนะ! ด้วยปัญญา: เพื่อนครูนักสืบ !

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์,เจอข่าวหนึ่ง
คุณครูผู้หญิง รับราชการกว่า 30 ปี
นอนอยู่บ้านดีๆ, แต่ต้องติดคุกฟรีปีครึ่ง
จากอุบัติเหตุรถชนคนตาย ที่ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
แม้พยานหลักฐานไม่ตรง, รถคนละสี, คนขับคนละเพศ


ทะเบียนรถคนละจังหวัด
แต่ตำรวจส่งสำนวน, อัยการสั่งฟ้อง, ท้ายสุด ต้องติดคุก

โชคดี
มีเพื่อนประเสริฐ,เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของคุณครู
ทำทุกวิถีทางช่วยเพื่อน, รวมตัวสืบสวนสอบสวน
หาพยานหลักฐานในฐานะชาวบ้าน
เริ่มจากไปขนส่งจังหวัด ตรวจสอบเลขทะเบียนรถ
ปรากฏว่า...เลขทะเบียนของเพื่อน ไม่ได้มีคันเดียว
มีเหมือนกันทั่วประเทศ แต่ระบุจังหวัดต่างกัน
ส่วนรถสีเขียวที่ต้องสงสัย อยู่จังหวัดมุกดาหาร
จึงทำทีไปขอซื้อรถเก่าจากเจ้าของที่เป็นผู้ชาย
ตะล่อมถาม สืบประวัติ จนได้หลักฐาน รู้ความจริง
เจ้าของรถยอมรับผิด
คุณครูได้คืนความบริสุทธิ์
ได้ผู้กระทำความผิดตัวจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง
ชื่อ Daredevil


เป็นเรื่องของทนายตาบอด
กลางวันเป็นทนาย ใช้กฎหมายเพื่อความยุติธรรม
แต่กลางคืน,เป็นผู้ทวงความยุติธรรม จากผู้ร้ายที่หลุดรอดจากกฎหมาย
เขาใช้สัมผัสที่เหนือธรรมชาติ , บวกกับศิลปะการต่อสู้ที่เหนือชั้น
หักหาญผู้ร้ายด้วยกำลัง
 ทั้ง Daredevil และเพื่อนของคุณครู,ต่างก็เป็นฮีโร่ ที่มีหัวใจเป็นธรรม
ยอมสละความสะดวกสบายของตน เพื่อผู้อื่น
แต่เพื่อนของคุณครู,ใช้ปัญญา ไม่ใช้กำลัง
ถือเอาปัญญาเป็นใหญ่ ไม่ใช้อารมณ์
แก้ไขปัญหาที่ยาก ให้เป็นเรื่องง่ายด้วยสันติ
สามารถคืนความบริสุทธิ์ให้ผู้บริสุทธิ์
สามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่เสียเลือดเนื้อ

ชนะด้วยปัญญา เป็นการต่อสู้อย่างบัณฑิต ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ
เหมือนดังคำกล่าวในพระคาถาบทหนึ่งว่า
     "ยามคับขันย่อมต้องการคนกล้า
ยามประชุมปรึกษาย่อมต้องการคนหนักแน่น
ยามมีข้าวน้ำบริบูรณ์ย่อมปรารถนาผู้เป็นที่รัก
ยามมีปัญหาย่อมปรารถนาบัณฑิตผู้มีปัญญา"



12 ธันวาคม 2560
Dare Devil 

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

สามัคคี ทำให้สังคมรอด ปลอดภัย มั่งคง และสงบสุข !

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

อ่านข่าวช่วงนี้, ผมรู้สึก...คนไทยไม่คุยกันเลย
ทุกมิติ...ศาสนา สังคม การเมือง
ภาคใต้น้ำท่วม, เมื่อก่อน มีผู้ประกาศข่าวคนหนึ่ง
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยผู้ประสบภัย
วันนี้ เขาไม่อยู่
ก็ไม่มีใครกล้าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอีก
ไม่รู้จะมีใครร่วมมือไม๊? มีใครสนับสนุนบ้าง?
พอจะช่วย, ก็กระอักกระอ่วนใจ...เพราะเคยขัดแย้งกัน
สุดท้าย, การช่วยเหลือ...ก็ไม่ถึงประชาชนสักที


ทำให้ผมนึกถึงชาดกเรื่องหนึ่ง
ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยยกมาสอนในรายการธรรมะเพื่อประชาชน
อดีตกาล
พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพญานกกระจาบ
ปกครองฝูงนกกระจาบหลายพันตัว

วันหนึ่ง
พญานกกระจาบได้เรียกประชุมฝูงนกทั้งหมด
เหตุเพราะมีนกถูกนายพรานจับไปเป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากนายพรานทอดตาข่ายมายังเบื้องบนของพวกเรา 
ขอให้ท่านทั้งหลายจงพร้อมใจกัน สอดหัวของตนเองเข้าไปในตาข่าย แล้วช่วยกันกระพือปีกบิน เพื่อยกตาข่ายขึ้นไปพาดไว้บนยอดไม้ที่มีหนาม ต่อจากนั้น
รีบบินหนีออกมาทางด้านล่างตาข่าย เมื่อเราพร้อมใจสามัคคีกันเช่นนี้
นายพรานก็จะไม่สามารถจับพวกเราได้”

วันต่อมา
เมื่อนายพรานทอดตาข่าย
ฝูงนกก็พร้อมใจกัน ทำตามคำแนะนำของพญานก
ทุกตัวรอดชีวิต...เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน
จนวันหนึ่ง
เหตุการณ์แตกสามัคคีก็เกิดขึ้น, นกกระจาบตัวหนึ่งไม่ทันสังเกต
บินร่อนลงไปเหยียบโดนหัวนกกระจาบอีกตัวหนึ่ง
แม้ได้ขอโทษหลายครั้ง, แต่นกตัวที่โดนเหยียบก็ไม่ยอมให้อภัย
จึงทะเลาะกัน, ไม่ยอมกัน
การทะเลาะวิวาทได้ขยายวงกว้างออกไป
จนในที่สุดเกิดความแตกแยก แบ่งกันเป็น ๒ กลุ่ม
พญานกได้ห้ามปราม กล่าวตักเตือนหลายครั้ง
แต่ฝูงนกก็ยังทะเลาะกัน มีทิฏฐิดื้อดึง

พญานก คิดว่า
"ขึ้นชื่อว่าสถานที่ที่มีการทะเลาะกัน ไม่มีความสามัคคี ย่อมไม่ปลอดภัย
ถ้านกกระจาบเหล่านี้ไม่ช่วยกันยกตาข่ายขึ้น ก็จะพากันถึงซึ่งความพินาศ"
พญานก จึงพานกที่ยังเชื่อฟัง ย้ายไปที่อื่น

หลังจากนั้นไม่นาน
นายพราน ก็สามารถจับนกกระจาบที่ทะเลาะกันไปได้ทั้งหมด
นกเหล่านั้นต้องถึงแก่ความตาย
พบกับความหายนะที่เกิดจากการแตกความสามัคคีกันนั่นเอง

พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ให้โอวาสเพื่อเป็นข้อคิดว่า

ที่ใดก็ตาม ที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันทุกคน
ที่แห่งนั้นย่อมมีความสุข และการประพฤติปฏิบัติธรรมของบุคคล
ในสถานที่ที่มีความสามัคคีกัน ย่อมได้รับผลแห่งการปฏิบัติที่ก้าวหน้า
เพราะทุกคนต่างมีความสุขในการอยู่ร่วมกัน ความสุขเป็นรากฐานของความสำเร็จทั้งมวล

แม้ในคราวที่มีภัยหรือมีอุปสรรค หากหมู่คณะมีความพร้อมเพรียงกัน
ย่อมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายให้พ้นภัยพิบัติไปได้
แต่เมื่อใดที่หมู่คณะขาดความสามัคคี
มีการทะเลาะเบาะแว้งอวดดื้อถือดีไร้ความสามัคคีกันแล้ว

หมู่คณะนั้นก็ย่อมจะพบกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

เพราะฉะนั้นความสามัคคีเป็นสิ่งที่สำคัญ
จะทำให้หมู่คณะเกิดความมั่นคง และทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เราทุกคนจะต้องมีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
อะไรที่สามารถให้อภัยกันได้ก็ให้อภัยกันเถอะ ไม่ควรถือสาหาความกัน
ให้ระลึกเสมอว่า เพื่อนมนุษย์ทั้งหมดคือหมู่ญาติของเรา

เราไม่เป็นศัตรูกับใคร !
เพราะศัตรูที่แท้จริงของเรา คือกิเลสอาสวะที่อยู่ในใจของเรา ไม่ใช่ใครอื่นทั้งสิ้น



11 ธันวาคม 2560
Dare เดวิลล์

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

เมื่อ...พระเจ้าปเสนทิโกศล พบ พระองคุลีมาล

 สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

ทุกครั้งที่มีเหตุการสะเทือนขวัญในสังคม
มักจะมีกระแสเชียร์จากหลายคนให้ประหารผู้กระทำความผิด
ผมจึงขอหยิบยกธรรมเทศนาของพระ ที่เข้ากับเหตุการณ์นี้มาฝากกันครับ

 ในพุทธกาล
มีมหาโจรองคุลิมาล หวังจะเรียนวิชาเป็นเจ้าโลก
ฆ่าคนไปแล้ว 999 คน และคนที่จะฆ่าต่อไป..คือมารดาของตน
พระบรมศาสดาทรงเห็นองคุลีมาลปรากฏในข่ายพระญาณ
จึงเสด็จไปโปรด ในขณะที่องคุลิมาลกำลังพยายามทำมาตุฆ่าตนั่นเอง
พระบรมศาสดาทรงใช้ทั้งพุทธานุภาพ และพระมหากรุณาธิคุณโปรด
จนในที่สุด ยอมทิ้งดาบ ออกบวช ตามเสด็จพระพุทธองค์กลับวัดพระเชตวัน

 ขณะเดียวกันนั้น
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
กราบทูลถึงพระราชกรณียกิจที่จะต้องไปปราบองคุลีมาล

พระพุทธองค์ตรัสว่า...
“มหาบพิตร ถ้ามหาบพิตรทอดพระเนตรเห็นองคุลีมาลผู้ปลงผม
และหนวดครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์
“มหาบพิตรจักพึงทำกับเขาอย่างไร”

        พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงไหว้ พึงลุกรับ
พึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะ พึงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะและคิลานเภสัชบริขาร
หรือพึงจัดการรักษาคุ้มครองป้องกันอย่างเป็นธรรม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องคุลีมาลนั้นเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม
จักมีความสำรวมด้วยศีลปานนี้เชียวหรือ”

        พระพุทธองค์ทรงชี้นิ้วไปทางพระองคุลีมาลซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล
พลางตรัสบอกว่า “มหาราช นั่นไงองคุลีมาล” 

พระราชาทรงตกพระทัย พระโลมชาติชูชัน
เหล่าทหารที่ติดตามถึงกับขนลุกชูชัน สะดุ้งหวาดหวั่นไปตามๆกัน  
พระบรมศาสดาตรัสว่า...
“อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร องคุลีมาลเป็นผู้ไม่มีภัยต่อใครๆ อีกต่อไปแล้ว” 

เมื่อพระราชาทรงหายกลัวได้เสด็จเข้าไปสนทนากับพระเถระว่า...
“ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด
ข้าพเจ้าจักทำความขวนขวายในปัจจัย ๔ แด่พระคุณเจ้าเอง”
พลางเปลื้องผ้าคาดเอวถวายพระองคุลีมาล


เราจะเห็นว่า ...
การที่บุคคลใดจะมีวิถีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งเบื้องต้น
ท่ามกลางและเบื้องปลายนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
กว่าชีวิตจะก้าวข้ามพ้นอุปสรรค จากความทุกข์ยาก
ไปสู่ความสุขอันเป็นอมตะนิรันดร์นั้น
บางครั้งอาจเคยก้าวพลาดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด
ต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นประทีปเอกของโลก
ชีวิตจะก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
 องคุลิมาล มหาโจรที่แม้พระราชากับทหารทั้งกองทัพยังหวาดกลัว
ยังกลับตัวกลับใจได้ในที่สุด

เพราะเหตุนี้
พระพุทธเจ้าจึงได้สอนไม่ให้ผูกเวรกัน
แล้วเราจะได้ไม่มีวิบากกรรมข้ามภพข้ามชาติด้วยครับ


9 ธันวาคม 2560

 Dare เดวิลล์ 

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

กฎหมาย แปลกๆ !?

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

ผมรู้สึกว่า ช่วงนี้ วงการกฎหมายประเทศไทย 
มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นเยอะเลยนะครับ

โดยเฉพาะ การออกกฎหมาย
ปกติการออกกฎหมาย ต้องใช้เวลาศึกษาพิจารณากันหลายวันหรือเป็นเดือนๆ 
มีขั้นตอนพิจารณาถึง 3 วาระเพื่อความรอบคอบ
ดูตั้งแต่ความจำเป็น เนื้อหารายมาตรา และมติความเห็นชอบ

ล่าสุด มีการผ่านร่างกฎหมายใหม่
เป็นกฎหมายที่ใช้กับพระสงฆ์
ผ่านร่างรวดเดียวภายในเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น
แถมผ่านด้วยเสียงเอกฉันท์อีกต่างหาก

เห็นว่าพระสงฆ์ท่านก็ยังงง !
ไม่มีพระรูปไหนรู้มาก่อนเลยว่าโยมจะแก้กฎหมาย !
ถามว่า

1 ชั่วโมง เพียงพอต่อการพิจารณาเนื้อหาและความเหมาะสมของกฎหมาย 
ที่จะนำไปใช้บังคับกับพระสงฆ์ทั่วประเทศอย่างถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ ?

1 ชั่วโมง คุณได้ไปปรึกษาพระ เปิดธรรมวินัย 
ศึกษาวิธีปฏิบัติชาวพุทธที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณแล้วหรือยัง ? 

หรือพวกคุณมีหน้าที่เป็นแค่ผู้ผ่านกฎหมาย ? 
กฎหมายที่ใครก็ไม่รู้เขียนสำเร็จรูปเอาไว้แล้วเท่านั้น ?
ถ้ากฎหมายที่ออกมา ขัดศีลธรรม แย้งธรรมวินัย ละเมิดหลักปฏิบัติชาวพุทธ ?
มันจะกลายเป็นว่า กฎหมายนั้น 
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเสียเองนะครับ ?

หากกฎหมายเป็นผู้สร้างความเดือดร้อน 
กฎหมายนั้นจะมีความยุติธรรมได้อย่างไร

นี่แหละครับ คือ ผลของการที่ประชาชนไม่รู้จักคนออกกฎหมาย 
คนออกกฎหมายก็ออกกฎหมายโดยไม่รู้จักประชาชนเช่นกัน




@daredevil
7 jan. B.E. 60